
ลุงตี่ชวนคิด: 6 สัญญาณอันตรายที่คุณอาจกำลังเป็น 'หัวหน้าจู้จี้'
1. คุณเน้นการตรวจงานยิบย่อย หรือพัฒนาศักยภาพที่จำเป็น?
ในฐานะหัวหน้างาน ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ยินเรื่องการตั้งเป้าหมาย หรือการติดตามผลงานของทีมงานมาแล้ว แต่บางครั้งเราอาจจะหลงทางไปกับการจู้จี้จุกจิกกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อภาพรวม ลองคิดดูนะครับว่า การเก็บนามบัตรให้ได้ 50 ใบต่อวัน กับการฝึกฝนให้พนักงานสามารถเปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นการนัดหมายได้ถึง 60% อะไรคือสิ่งที่สำคัญกว่ากัน?
ผมไม่ได้บอกว่าการเก็บข้อมูลไม่สำคัญนะครับ แต่การมุ่งเน้นไปที่ 'หน้าที่' อย่างเดียว อาจทำให้เรามองข้าม 'ทักษะ' และ 'ความเข้าใจ' ในธุรกิจที่แท้จริงไป สิ่งที่เราควรทำคือการสอนให้พนักงานเข้าใจแก่นของงานที่ทำ เพื่อให้พวกเขาสามารถ 'บริหารจัดการงานของตัวเอง' ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. คุณวัดผลจากรายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพโดยตรง
ผมเคยได้ยินผู้จัดการท่านหนึ่งเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า เขาให้พนักงานโทรศัพท์หาลูกค้าวันละ 100 สาย ผมฟังแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เราอยู่ในธุรกิจ 'การโทร' หรือธุรกิจ 'การสื่อสาร' กันแน่?
การวัดผลจากจำนวนการโทรอาจไม่ได้สะท้อนถึงประสิทธิภาพที่แท้จริง เพราะเราไม่สามารถพัฒนาทักษะการ 'กดเบอร์โทรศัพท์' ได้มากนัก การเสียเวลาไปกับการวัดสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะที่สำคัญกว่า เช่น ทักษะการสื่อสาร การเจรจาต่อรอง หรือการแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของทีมอย่างแท้จริง
3. คุณพยายามจัดการ 'เวลา' ของลูกน้อง
ผมเคยอ่านเจอเรื่องโค้ชกีฬาคนหนึ่งที่กล่าวว่า “คุณต้องวางแผนเกมที่ดีที่สุด สร้างระบบและกระบวนการที่สนับสนุนแผนนั้น ฝึกทุกคนให้ทำงานภายใต้ระบบ แล้วปล่อยให้นักกีฬาออกไปแสดงศักยภาพตามธรรมชาติของพวกเขา”
หลักการนี้ใช้ได้ดีกับการทำงานเช่นกันครับ หากเรากำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และให้การฝึกอบรมที่เหมาะสม พนักงานส่วนใหญ่จะสามารถจัดการเวลาและรับผิดชอบผลลัพธ์ได้เอง หน้าที่ของเราคือการให้เครื่องมือ ความรู้ และโครงสร้างที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และนำไปใช้ และวัดผลจากพัฒนาการของพวกเขา
4. คุณต้องการการคาดการณ์ที่เกินกว่ารอบการทำงานปกติ
การคาดการณ์ที่ยาวนานเกินไป เช่น การให้พนักงานคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า 30, 60 หรือ 90 วัน ในขณะที่รอบการขายปกติของเราสั้นกว่านั้นมาก อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีครับ
ประการแรก การคาดการณ์เหล่านั้นมักจะไม่แม่นยำ และประการที่สอง พนักงานอาจมองว่าเป็นงานที่เสียเวลาและไม่เกิดประโยชน์ ลองเปลี่ยนเป็นการคาดการณ์ภายในรอบเวลาที่เราควบคุมได้ เช่น การคาดการณ์รายสัปดาห์ และเน้นการตั้งคำถามที่ส่งเสริมให้พนักงานคิดวิเคราะห์ เช่น “โอกาสนี้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้วหรือยัง?” “เราได้ช่วยพนักงานวิเคราะห์ให้แน่ใจว่าโอกาสนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่?” การทำแบบนี้จะช่วยให้การคาดการณ์มีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น
5. คุณมองว่าตัวเองเป็นผู้จัดการคน หรือผู้ฝึกสอนพฤติกรรม?
การพยายาม 'จัดการคน' มักจะให้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ชอบถูกควบคุม พวกเขามักจะรู้สึกถูกจำกัดและตั้งรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพนักงานที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงและสร้างผลงานได้ดี
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำให้ 'จัดการพฤติกรรมที่จำเป็น' ผมเชื่อว่าเราสามารถไปได้ไกลกว่านั้น ด้วยการสร้างระบบและกระบวนการที่ชัดเจน และฝึกฝนพนักงานให้มีทักษะและพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในที่สุด
6. คุณใช้สไตล์การบริหารแบบเดียวกันกับทุกคนหรือไม่?
เป้าหมายสูงสุดของเราคือการส่งเสริมให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืนใช่ไหมครับ? แน่นอนว่าบางคนอาจต้องการความช่วยเหลือมากกว่าคนอื่น แต่พนักงานที่สร้างผลงานได้ดีเยี่ยมมักจะต้องการเพียงแค่การกำหนดเป้าหมายและจุดที่ต้องรับผิดชอบโดยรวมเท่านั้น
สำหรับพนักงานที่ทำผลงานได้ดี ผมขอแนะนำให้ 'ถอยออกมา' และปล่อยให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ การเชื่อมั่นและให้อิสระแก่พวกเขา จะช่วยส่งเสริมให้พวกเขารู้สึกมีคุณค่าและสร้างสรรค์ผลงานได้ดียิ่งขึ้นครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความเศร้ากัดกินใจ: ทำความเข้าใจและก้าวผ่านภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความรู้สึกแย่ชั่วคราว แต่คือการเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับภาวะซึมเศร้า และวิธีที่เราจะช่วยเหลือตัวเองหรือคนที่เรารักให้ก้าวผ่านมันไปได้

สังเกตสัญญาณซ่อนเร้น: เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นความเจ็บปวดทางใจ
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างพลังบวก แต่บางครั้งก็แฝงเร้นความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น บทความนี้จะชวนคุณลุงตี่มาเรียนรู้สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงการถูกทำร้ายทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ เพื่อให้เราและคนใกล้ตัวไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

ความกังวลใจ: เข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ
ความกังวลไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องกำจัด แต่มันเป็นสัญญาณที่บอกให้เราเรียนรู้และจัดการกับความไม่แน่นอนในชีวิต ลุงตี่จะชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน และหาวิธีอยู่ร่วมกับความกังวลอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่สงบสุขขึ้นครับ