
ระวัง! 'วงเงินถูกกัน' ที่คุณอาจไม่รู้: ทำไมบัตรเดบิต/เครดิตถึงใช้ไม่ได้ ทั้งที่เงินมี
'การกันวงเงิน' หรือ 'Blocking' คืออะไร?
สวัสดีครับทุกท่าน โดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ วัย 40+ ที่อาจจะคุ้นเคยกับการใช้บัตรเครดิตและเดบิตกันมานาน ผมในฐานะ 'ลุงตี่' อดีตผู้บริหารการเงิน ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร อยากจะมาเล่าเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ นั่นคือเรื่องของ 'การกันวงเงิน' หรือ 'Blocking' ครับ
เวลาที่เราใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตเพื่อเช็คอินโรงแรม หรือเช่ารถ พนักงานมักจะทำการติดต่อกับธนาคารผู้ออกบัตร เพื่อแจ้งยอดประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากธุรกรรมได้รับการอนุมัติ วงเงินคงเหลือในบัตรเครดิตของคุณ หรือยอดเงินในบัญชีธนาคารของคุณ (สำหรับบัตรเดบิต) ก็จะถูกหักออกไปชั่วคราวเท่ากับจำนวนเงินที่ประมาณการไว้นี้แหละครับ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า 'การกันวงเงิน' หรือ 'Blocking' บางแห่งก็เรียกว่าการ 'พักยอดเงิน' ไว้ครับ
ลองนึกภาพตามนะครับ สมมติว่าคุณเข้าพักโรงแรมคืนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 5 คืน ยอดเงินประมาณ 10,000 บาท ก็จะถูกกันวงเงินไว้ทันที นอกจากนี้ โรงแรมและบริษัทเช่ารถมักจะเพิ่มค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือค่าน้ำมันรถยนต์ เข้าไปในยอดที่ถูกกันไว้ด้วย ซึ่งจำนวนเงินส่วนเกินนี้ก็แล้วแต่ที่เลยครับ
ถ้าคุณชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยบัตรใบเดิมที่ใช้ตอนเช็คอิน ยอดเรียกเก็บจริงก็จะมาแทนที่ยอดที่ถูกกันไว้ในวันสองวันครับ แต่ถ้าคุณชำระด้วยบัตรใบอื่น เงินสด หรือเช็ค ธนาคารผู้ออกบัตรใบที่คุณใช้ตอนเช็คอินอาจจะยังคงกันวงเงินนั้นไว้ได้นานถึง 15 วันหลังจากที่คุณเช็คเอาต์ไปแล้ว นั่นเป็นเพราะธนาคารไม่ได้รับการแจ้งเตือนการชำระเงินขั้นสุดท้าย และไม่ทราบว่าคุณชำระด้วยวิธีอื่นไปแล้วนั่นเองครับ
ทำไมการกันวงเงินถึงเป็นปัญหาได้?
การกันวงเงินมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ใช้วงเงินเกินกำหนด (สำหรับบัตรเครดิต) หรือใช้เงินเกินบัญชี (สำหรับบัตรเดบิต) ก่อนที่จะเช็คเอาต์ออกจากโรงแรมหรือคืนรถเช่า ซึ่งจะทำให้ร้านค้าไม่ได้รับชำระเงิน การกันวงเงินนี้บางครั้งก็ถูกใช้โดยร้านอาหารสำหรับค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (เช่น การจัดเลี้ยงกลุ่มใหญ่) หรือธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีวงเงินหรือเงินในบัญชีเพียงพอต่อการชำระเงินครับ
หากคุณมีวงเงินบัตรเครดิตเหลือเฟือ หรือมียอดเงินในบัญชีธนาคารสูง การกันวงเงินอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าคุณเริ่มเข้าใกล้วงเงินสูงสุด หรือมีเงินในบัญชีไม่มากพอ ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ เพราะนอกจากจะเสียหน้าเมื่อบัตรถูกปฏิเสธแล้ว ยังสร้างความไม่สะดวกอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่คุณต้องใช้เงินฉุกเฉิน และพบว่าวงเงินหรือเงินในบัญชีไม่พอ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับบัตรเดบิต การกันวงเงินอาจนำไปสู่ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเงินไม่พอ (Insufficient Funds) ได้ ในขณะที่ยอดเงินถูกกันไว้นั่นเองครับ
วิธีหลีกเลี่ยงปัญหาการกันวงเงิน
เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่เกิดจากการกันวงเงิน ผมมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากครับ
- สอบถามล่วงหน้า: เมื่อคุณเช็คอินโรงแรม เช่ารถ หรือเมื่อร้านค้า/ธุรกิจใดๆ ขอข้อมูลบัตรของคุณล่วงหน้า ให้สอบถามเสมอว่ามีการ 'กันวงเงิน' หรือไม่ จำนวนเท่าไร คำนวณอย่างไร และจะกันวงเงินไว้นานแค่ไหนครับ
- ใช้บัตรเดิมชำระ: พิจารณาชำระค่าโรงแรม ค่าเช่ารถ หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่มีการกันวงเงิน ด้วยบัตรใบเดียวกับที่คุณใช้ตอนเริ่มต้นธุรกรรม และสอบถามพนักงานว่ายอดที่ถูกกันไว้จะถูกปลดเมื่อไหร่
- แจ้งเมื่อชำระด้วยวิธีอื่น: หากคุณชำระด้วยบัตรอื่น เงินสด หรือเช็ค ให้แจ้งพนักงานว่าคุณใช้วิธีชำระเงินที่แตกต่างไป และขอให้พวกเขายกเลิกการกันวงเงินเดิมโดยเร็วที่สุด
- พิจารณาวงเงินสำรอง: หากคุณใช้บัตรเดบิตบ่อยๆ ลองสอบถามธนาคารผู้ออกบัตรว่ามีบริการวงเงินสำรองเผื่อขาด (Overdraft Line of Credit) หรือไม่ ซึ่งจะช่วยคุ้มครองเมื่อยอดเงินในบัญชีไม่พอ แม้คุณอาจจะต้องเสียดอกเบี้ยหากไม่ชำระคืนในเวลาอันรวดเร็ว แต่วิธีนี้ก็ดีกว่าการถูกปฏิเสธการทำธุรกรรมครับ
- เปรียบเทียบข้อเสนอ: หากกำลังมองหาบัตรเครดิตหรือเดบิตใบใหม่ ลองสอบถามผู้ออกบัตรว่ามีการกันวงเงินหรือไม่ กันไว้นานแค่ไหน และกับร้านค้าประเภทใดบ้าง การเลือกบัตรที่มีระยะเวลาการกันวงเงินสั้นๆ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าครับ
บทสรุป
การกันวงเงินเป็นเรื่องปกติในธุรกิจบริการบางประเภทครับ แต่การที่เราเข้าใจกลไกและรู้วิธีจัดการ จะช่วยให้เราใช้จ่ายได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาบัตรถูกปฏิเสธ หรือมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดตามมาครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านนะครับ และหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาธนาคารหรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องได้เลยครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

ตาข่ายนิรภัยสำหรับบ้าน: ทำไมประกันคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัยถึงสำคัญ และควรเลือกอย่างไร?
บ้านคือความฝันและทรัพย์สินชิ้นใหญ่ การมีตาข่ายนิรภัยทางการเงินอย่างประกันคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเลือกให้เหมาะสมกับเรานั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อย่ารีบร้อนครับ

ลดความเสี่ยงโปรเจกต์: ทำไม 'การสื่อสาร' จึงสำคัญไม่แพ้ 'การเงิน'
ลุงตี่จะชวนคุยถึงเรื่องการสื่อสารในโปรเจกต์ ซึ่งหลายคนอาจมองข้ามไป แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ลดความเสี่ยง ประหยัดงบประมาณ และนำพาความสำเร็จมาให้ได้ไม่ต่างจากการบริหารการเงินที่ดีเลยครับ

เจาะลึก 'สินเชื่อบ้านแลกเงิน': เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นทุนสำรองยามจำเป็น
สำหรับพี่ๆ วัย 40+ ที่กำลังมองหาทางออกทางการเงิน 'สินเชื่อบ้านแลกเงิน' เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเปลี่ยนบ้านให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ในยามจำเป็น ด้วยเงื่อนไขที่มักจะดีกว่าสินเชื่อประเภทอื่น.