
ทำไมเราถึงกินเยอะเกินไปเวลาเครียด? แกะรอย 'การกินตามอารมณ์' และทางออก
ทำความเข้าใจ 'การกินตามอารมณ์'
สวัสดีครับทุกท่าน โดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ วัย 40+ ที่อาจจะเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตมาไม่น้อย และอาจจะเคยสังเกตเห็นตัวเองหรือคนรอบข้างว่า บางครั้งเราก็กินเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกหิวจริงๆ อาการแบบนี้แหละครับที่เราเรียกว่า 'การกินตามอารมณ์' (Emotional Overeating) ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของความหิวทางกายภาพ แต่เป็นการที่เราใช้การกินเพื่อรับมือกับความรู้สึกต่างๆ ที่อยู่ข้างใน
ผมเองในวัย 68 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับความเครียดและความไม่แน่นอน ซึ่งในช่วงเวลาแบบนั้น การกินอาจกลายเป็นกลไกหนึ่งที่เราใช้เพื่อปลอบประโลมจิตใจโดยไม่รู้ตัว
ปัจจัยที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกินตามอารมณ์
การกินตามอารมณ์ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะบอกว่าเกิดจากสาเหตุเดียว แต่มีหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง
- ความเครียด: เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งอาจกระตุ้นความอยากอาหารได้ ทำให้เราอยากกินมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารรสหวานหรือมันๆ เพื่อคลายเครียดชั่วคราว
- ความรู้สึกด้านลบ: ไม่ว่าจะเป็นความเบื่อ ความเหงา ความกังวล หรือความรู้สึกไม่สบายใจอื่นๆ บางครั้งเราก็ใช้การกินเป็นทางออกชั่วคราว เพื่อหลีกหนีจากความรู้สึกเหล่านั้น
- ภาพลักษณ์ตนเอง: บางคนที่มีความรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง (Low Self-Esteem) หรือมีภาพลักษณ์ตัวเองในแง่ลบ อาจจะใช้การกินเพื่อปลอบประโลม หรือบางครั้งอาจเป็นเหมือนการแสดงออกถึงความรู้สึกภายในที่ถูกละเลย
- ภาวะซึมเศร้า: มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างภาวะซึมเศร้ากับการกินตามอารมณ์ บางคนอาจใช้การกินเพื่อ 'ทำให้ชาชิน' กับความรู้สึกที่รับมือได้ยาก แต่ในบางกรณี ภาวะซึมเศร้าที่รุนแรงขึ้นก็อาจทำให้ความอยากอาหารลดลงได้เช่นกัน
- ประสบการณ์ในอดีต: สำหรับบางคน ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต หรือความต้องการบางอย่างที่ไม่ได้รับการตอบสนอง อาจส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการกินตามอารมณ์ได้
- ปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ: บางครั้งก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ความเบื่อหน่าย การต้องเข้าสังคมแล้วรู้สึกกดดัน หรือแม้แต่ปัญหาด้านการเงินและความสัมพันธ์ ก็ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เราหันไปพึ่งพาอาหารได้
แล้วเราจะรับมือกับการกินตามอารมณ์ได้อย่างไร?
การจะจัดการกับการกินตามอารมณ์นั้น ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจตัวเองก่อนครับว่า อะไรคือ 'ตัวกระตุ้น' ให้เรากินเมื่อไม่ได้หิว ลองสังเกตตัวเองดูว่าเมื่อไรที่เรามักจะหยิบของกินขึ้นมา และมีอารมณ์อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง
- จดบันทึก: ลองจดบันทึกว่าเรากินอะไรไปบ้าง กินตอนไหน และรู้สึกอย่างไรในตอนนั้น จะช่วยให้เรามองเห็นรูปแบบและตัวกระตุ้นได้ชัดเจนขึ้น
- หากิจกรรมอื่นทำ: เมื่อรู้สึกอยากกินทั้งๆ ที่ไม่ได้หิว ลองหากิจกรรมอื่นมาทำแทน เช่น เดินเล่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน หรือทำสิ่งที่ชอบ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
- รับมือกับความเครียด: หาวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสมกับตัวเอง เช่น การออกกำลังกายเบาๆ การฝึกสมาธิ หรือการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
- ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากรู้สึกว่าการกินตามอารมณ์ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก หรือสงสัยว่าอาจมีภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาทางจิตใจอื่นๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อรับคำแนะนำและการช่วยเหลือที่เหมาะสมครับ
การดูแลจิตใจของเราก็สำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายนะครับ การทำความเข้าใจและรับมือกับการกินตามอารมณ์อย่างถูกวิธี จะช่วยให้เรามีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความเศร้ากัดกินใจ: ทำความเข้าใจและก้าวผ่านภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความรู้สึกแย่ชั่วคราว แต่คือการเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับภาวะซึมเศร้า และวิธีที่เราจะช่วยเหลือตัวเองหรือคนที่เรารักให้ก้าวผ่านมันไปได้

สังเกตสัญญาณซ่อนเร้น: เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นความเจ็บปวดทางใจ
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างพลังบวก แต่บางครั้งก็แฝงเร้นความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น บทความนี้จะชวนคุณลุงตี่มาเรียนรู้สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงการถูกทำร้ายทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ เพื่อให้เราและคนใกล้ตัวไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

ความกังวลใจ: เข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ
ความกังวลไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องกำจัด แต่มันเป็นสัญญาณที่บอกให้เราเรียนรู้และจัดการกับความไม่แน่นอนในชีวิต ลุงตี่จะชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน และหาวิธีอยู่ร่วมกับความกังวลอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่สงบสุขขึ้นครับ