บทเรียนจากวิกฤต: ทำความเข้าใจ 'เลเวอเรจ' เพื่อการลงทุนที่มั่นคง

บทเรียนจากวิกฤต: ทำความเข้าใจ 'เลเวอเรจ' เพื่อการลงทุนที่มั่นคง

แชร์:
สวัสดีครับทุกท่าน ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินมานาน และได้เห็นบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจมาหลายครั้ง โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ยังคงฝังใจ ผมจึงอยากจะชวนคุยเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่มักจะถูกพูดถึงในวงการลงทุน นั่นคือเรื่องของการใช้ 'เลเวอเรจ' หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุน ซึ่งถ้าใช้มากเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างได้ ไม่ใช่แค่กับกองทุนใหญ่ ๆ แต่ยังรวมถึงนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเราด้วยครับ

เลเวอเรจคืออะไร? และทำไมถึงเป็นที่นิยม?

พูดง่าย ๆ เลเวอเรจก็คือการนำเงินที่เรากู้ยืมมาผนวกกับเงินลงทุนที่มีอยู่ เพื่อให้เรามีกำลังซื้อสินทรัพย์ได้มากขึ้นกว่าเงินทุนตัวเองเพียงอย่างเดียวครับ แนวคิดนี้เป็นที่นิยมเพราะมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

  • เพิ่มกำลังซื้อ: สมมติว่าเรามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท แต่ต้องการซื้อหุ้นมูลค่า 3 ล้านบาท การใช้เลเวอเรจ 2 เท่า (กู้เพิ่ม 2 ล้านบาท) จะทำให้เรามีกำลังซื้อสินทรัพย์ได้ตามที่ต้องการ
  • ทวีคูณผลตอบแทน: หากสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 10% จาก 3 ล้านบาท เป็น 3.3 ล้านบาท เราจะทำกำไรได้ 3 แสนบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินลงทุนของเราเอง 1 ล้านบาท ถือเป็นผลตอบแทนถึง 30% เลยทีเดียว (ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย) นี่คือเสน่ห์ที่ดึงดูดนักลงทุนให้เลือกใช้เลเวอเรจ

กองทุนขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงนักลงทุนรายย่อยบางท่าน ก็ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเร่งการเติบโตของพอร์ตการลงทุน แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอครับ ความเสี่ยงที่แฝงอยู่ภายใต้ผลตอบแทนที่หอมหวานนี้เองที่พวกเราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ดาบสองคมของเลเวอเรจ: ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ขณะที่เลเวอเรจสามารถทวีคูณกำไรได้ มันก็สามารถทวีคูณการขาดทุนได้เช่นกันครับ นี่คือจุดอันตรายที่นักลงทุนหลายคนมองข้ามไป

  • ขาดทุนทวีคูณ: หากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ และสินทรัพย์ที่เราลงทุนมีมูลค่าลดลง เลเวอเรจจะกลายเป็นภาระหนัก เพราะนอกจากจะขาดทุนจากเงินลงทุนของตัวเองแล้ว ยังต้องแบกรับภาระหนี้ที่กู้ยืมมาพร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย ลองนึกภาพว่าถ้าหุ้นที่เราซื้อด้วยเงิน 3 ล้านบาท (เงินตัวเอง 1 ล้าน + เงินกู้ 2 ล้าน) ตกลง 10% มูลค่าจะเหลือ 2.7 ล้านบาท เท่ากับขาดทุนไป 3 แสนบาท แต่ถ้าคิดจากเงินลงทุนจริงของเรา 1 ล้านบาท นั่นคือขาดทุนไปแล้ว 30% เลยทีเดียวครับ
  • การเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call): ในกรณีที่สินทรัพย์ที่เรานำมาค้ำประกันมีมูลค่าลดลง สถาบันการเงินผู้ให้กู้อาจเรียกหลักประกันเพิ่ม ซึ่งหมายความว่าเราต้องหาเงินมาเติม หรือไม่ก็ต้องขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปในภาวะที่ตลาดไม่เอื้ออำนวยเพื่อรักษาสัดส่วนหลักประกัน สิ่งนี้อาจนำไปสู่การขาดทุนที่รุนแรงและรวดเร็วได้ หากไม่สามารถหาเงินมาเติมได้ทันท่วงที
  • ผลกระทบแบบโดมิโน: ในระดับมหภาค เมื่อกองทุนขนาดใหญ่หรือสถาบันการเงินจำนวนมากใช้เลเวอเรจสูงเกินไป และเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สินทรัพย์ตกต่ำอย่างรวดเร็ว การถูกเรียกหลักประกันจำนวนมากพร้อม ๆ กัน จะนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์ในตลาด เกิดเป็นแรงกดดันให้ราคาสินทรัพย์ยิ่งตกต่ำลงไปอีก สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่รุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เหมือนที่เราเคยเห็นในวิกฤตหลายครั้งในอดีต

การบริหารความเสี่ยงเลเวอเรจสำหรับนักลงทุน

แม้เลเวอเรจจะมีความเสี่ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้มันไม่ได้เลยครับ สิ่งสำคัญคือการใช้อย่างมีสติและเข้าใจถึงขีดจำกัดของตัวเอง

  • ประเมินความเสี่ยงที่รับได้: ก่อนใช้เลเวอเรจ ควรประเมินว่าเราสามารถรับการขาดทุนได้มากแค่ไหน หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด การใช้เลเวอเรจควรอยู่ในระดับที่ไม่ทำให้สถานะทางการเงินของเราสั่นคลอนจนเกินไป
  • ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน: หากลงทุนในกองทุนที่ใช้เลเวอเรจ ควรศึกษาข้อมูลนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้น ๆ ให้ละเอียด โดยเฉพาะสัดส่วนการใช้เลเวอเรจ มาตรการป้องกันความเสี่ยง และเงื่อนไขการเรียกหลักประกัน
  • กระจายความเสี่ยง: ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์เดียว และไม่ควรกู้ยืมมาลงทุนในสัดส่วนที่สูงเกินไป การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดผลกระทบหากการลงทุนใดลงทุนหนึ่งผิดพลาด
  • มีเงินสำรองฉุกเฉิน: การมีเงินสำรองเผื่อสภาพคล่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเรามีภาระหนี้จากการลงทุน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เงินสำรองนี้จะช่วยให้เรามีเวลาตัดสินใจและไม่ต้องถูกบังคับขายสินทรัพย์ในเวลาที่ไม่เหมาะสม
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์และความสามารถในการรับความเสี่ยงของเรา

สรุปส่งท้ายจากลุงตี่

การลงทุนในโลกยุคใหม่นั้นมีความซับซ้อนและมีเครื่องมือที่หลากหลายให้เลือกใช้ เลเวอเรจก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งครับ ผมเชื่อว่าการลงทุนอย่างมีสติ ไม่โลภจนเกินไป และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง จะช่วยให้พวกเราสามารถฝ่าฟันทุกสถานการณ์ในตลาดการเงินไปได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างยั่งยืนนะครับ

แชร์:

อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่

เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี

ไปร้านหนังสือ

รับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์

เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที

เพิ่มเพื่อนลุงตี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตาข่ายนิรภัยสำหรับบ้าน: ทำไมประกันคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัยถึงสำคัญ และควรเลือกอย่างไร?
💰 การเงินส่วนตัว

ตาข่ายนิรภัยสำหรับบ้าน: ทำไมประกันคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัยถึงสำคัญ และควรเลือกอย่างไร?

บ้านคือความฝันและทรัพย์สินชิ้นใหญ่ การมีตาข่ายนิรภัยทางการเงินอย่างประกันคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น แต่การเลือกให้เหมาะสมกับเรานั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อย่ารีบร้อนครับ

ลดความเสี่ยงโปรเจกต์: ทำไม 'การสื่อสาร' จึงสำคัญไม่แพ้ 'การเงิน'
💰 การเงินส่วนตัว

ลดความเสี่ยงโปรเจกต์: ทำไม 'การสื่อสาร' จึงสำคัญไม่แพ้ 'การเงิน'

ลุงตี่จะชวนคุยถึงเรื่องการสื่อสารในโปรเจกต์ ซึ่งหลายคนอาจมองข้ามไป แต่เป็นกุญแจสำคัญที่ลดความเสี่ยง ประหยัดงบประมาณ และนำพาความสำเร็จมาให้ได้ไม่ต่างจากการบริหารการเงินที่ดีเลยครับ

เจาะลึก 'สินเชื่อบ้านแลกเงิน': เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นทุนสำรองยามจำเป็น
💰 การเงินส่วนตัว

เจาะลึก 'สินเชื่อบ้านแลกเงิน': เมื่อบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นทุนสำรองยามจำเป็น

สำหรับพี่ๆ วัย 40+ ที่กำลังมองหาทางออกทางการเงิน 'สินเชื่อบ้านแลกเงิน' เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเปลี่ยนบ้านให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนได้ในยามจำเป็น ด้วยเงื่อนไขที่มักจะดีกว่าสินเชื่อประเภทอื่น.