
โลภกับกลัว: จิตวิทยาตลาดที่นักลงทุนวัยเก๋าต้องรู้ทัน
อารมณ์ตลาด: พลังขับเคลื่อนที่ซ่อนอยู่
สวัสดีครับพี่น้องนักลงทุนทุกท่าน ในฐานะที่ผมเองก็คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเงินมานานหลายสิบปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ผมได้เห็นมานักต่อนักแล้วว่า “อารมณ์” ของนักลงทุนนี่แหละครับ คือปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือผลประกอบการบริษัทเพียงอย่างเดียว
เรามักจะพูดกันว่าความโลภและความกลัวเป็นสองขั้วที่คอยบงการตลาด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มหลงระเริงกับความโลภมากเกินไป ตลาดมักจะถึงจุดสูงสุดและปรับตัวลงในไม่ช้า และในทางกลับกัน เมื่อความกลัวเข้าครอบงำจนถึงขีดสุด ตลาดก็มักจะถึงจุดต่ำสุดและเริ่มฟื้นตัว นั่นหมายความว่า ถ้าเราสามารถจับสัญญาณอารมณ์เหล่านี้ได้ เราก็จะมีโอกาสวางแผนการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น
แนวคิดเรื่องจิตวิทยาการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ มีการศึกษามานานแล้วว่าพฤติกรรมของคนเราในตลาดนั้น ไม่ได้มีเหตุผลตามหลักตรรกะเสมอไป และนี่คือที่มาของสาขาวิชาที่เรียกว่า 'การเงินเชิงพฤติกรรม' (Behavioral Finance) ที่พยายามอธิบายว่าอารมณ์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุนของเราอย่างไร
ทำไมเราถึงตัดสินใจแบบขาดเหตุผล?
นักวิจัยหลายท่านได้ศึกษาและพบข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักลงทุน ที่มักจะผิดเพี้ยนไปจากหลักเหตุผล:
ความรู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุน: งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า นักลงทุนรู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนมากกว่าความสุขที่ได้จากกำไรในจำนวนที่เท่ากันถึง 2-2.5 เท่า นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรามักจะถือหุ้นที่ขาดทุนไว้นานเกินไป เพราะไม่อยากยอมรับการขาดทุนนั้น หรือที่เรียกว่า 'อคติในการยึดติด' (Anchoring Bias) เช่น ติดกับราคาที่เคยซื้อมา แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
พฤติกรรมตามฝูงชน (Herding Behavior): หลายครั้งที่เราตัดสินใจตามคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในข้อมูล แต่เพราะไม่อยากรู้สึกเสียใจหากตัดสินใจแตกต่างแล้วผิดพลาด การทำตามคนอื่นทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากกว่า แม้ว่าคนหมู่มากนั้นอาจจะกำลังเดินผิดทางอยู่ก็ตาม ลองนึกถึงช่วงที่หุ้นบางตัวถูกปั่นกระแสในโซเชียลมีเดียสิครับ หลายคนก็อดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปร่วมวงด้วย
อคติในการยืนยัน (Confirmation Bias): เรามักจะเลือกรับฟังข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อเดิมของเรา และมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้ง ซึ่งอาจทำให้เรามองภาพตลาดไม่รอบด้าน หรือมองข้ามสัญญาณอันตรายไป
ในยามที่ตลาดกำลังเฟื่องฟู ความโลภจะผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สนใจพื้นฐานทางธุรกิจที่แท้จริง ทำให้เกิดภาวะตลาดที่แพงเกินจริง หรือ 'ฟองสบู่' แต่เมื่อความกลัวเข้ามาแทนที่ ราคาหุ้นก็จะถูกเทขายลงมาอย่างรวดเร็ว โดยมองข้ามโอกาสดีๆ ที่ซ่อนอยู่ ทำให้ตลาดกลายเป็นถูกเกินจริงไปในที่สุด
รู้ทันอารมณ์ตลาดและอารมณ์ตัวเอง
แน่นอนครับว่าการจะวัดอารมณ์ของนักลงทุนอย่างแม่นยำไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนใหญ่แล้วอารมณ์ของตลาดจะอยู่ระหว่างบวกเล็กน้อยกับลบเล็กน้อย จะมีก็แต่ช่วงเวลาที่เกิดความโลภสุดขีด หรือความกลัวสุดขีดเท่านั้นที่เราจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน
วิธีการหนึ่งที่นักลงทุนบางกลุ่มใช้คือการดูเครื่องมือที่เรียกว่า “ดัชนีความผันผวน” (Volatility Index) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดอนุพันธ์มีความคาดหวังต่อความผันผวนของราคาในอนาคตมากน้อยแค่ไหน
เมื่อดัชนีความผันผวนสูง: มักจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งบ่งชี้ถึงความกลัวและความไม่แน่นอนของนักลงทุน
เมื่อดัชนีความผันผวนต่ำ: มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาพักใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนเริ่มรู้สึกสบายใจและประมาทเลินเล่อ
สำหรับตลาดหุ้นไทย เราก็มีดัชนี SET50 Volatility Index ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสะท้อนความผันผวนที่นักลงทุนคาดการณ์ในอนาคตเช่นกันครับ การติดตามดัชนีเหล่านี้อาจช่วยให้เราประเมินระดับความกลัวหรือความโลภในตลาดได้ในระดับหนึ่ง
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าการรู้ทันอารมณ์ตลาด คือการรู้ทันอารมณ์ของตัวเองครับ ลองถามตัวเองดูว่า:
ช่วงที่ตลาดคึกคัก เรากำลังตัดสินใจด้วยความโลภอยากได้กำไรเร็วๆ หรือเปล่า?
ช่วงที่ตลาดตก เรากำลังตื่นตระหนกจนอยากขายทุกอย่างทิ้งไป หรือเปล่า?
การมี 'บันทึกการลงทุน' ที่เราจดเหตุผลในการซื้อขายแต่ละครั้ง จะช่วยให้เราย้อนกลับมาดูได้ว่าอารมณ์มีผลต่อการตัดสินใจของเราอย่างไรบ้าง และช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะจัดการกับมันได้ดีขึ้น
บทสรุป: สร้างภูมิคุ้มกันด้วยสติและวินัย
การเข้าใจจิตวิทยาของตลาด ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำนายตลาดได้อย่างแม่นยำ 100% แต่มันช่วยให้เราตระหนักถึงอิทธิพลของอารมณ์ ทั้งอารมณ์ของตัวเองและอารมณ์ของฝูงชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
ในฐานะนักลงทุน เราควรพยายามรักษาสมดุลระหว่างข้อมูลเชิงพื้นฐานที่หนักแน่น กับสัญญาณจากอารมณ์ตลาด ไม่หลงระเริงไปกับความโลภในยามที่ตลาดคึกคัก และไม่ตื่นตระหนกจนเกินไปในยามที่ตลาดผันผวน
การมี 'แผนการลงทุน' ที่ชัดเจน การ 'กระจายความเสี่ยง' อย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือการมี 'สติ' และ 'วินัย' ในการทำตามแผน จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ในตลาดไปได้อย่างมั่นคงครับ พยายามลงทุนอย่างมีเหตุผลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอย่าลืมปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหากมีข้อสงสัย เพื่อให้การลงทุนของเราเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวนะครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความเศร้ากัดกินใจ: ทำความเข้าใจและก้าวผ่านภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความรู้สึกแย่ชั่วคราว แต่คือการเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับภาวะซึมเศร้า และวิธีที่เราจะช่วยเหลือตัวเองหรือคนที่เรารักให้ก้าวผ่านมันไปได้

สังเกตสัญญาณซ่อนเร้น: เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นความเจ็บปวดทางใจ
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างพลังบวก แต่บางครั้งก็แฝงเร้นความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น บทความนี้จะชวนคุณลุงตี่มาเรียนรู้สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงการถูกทำร้ายทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ เพื่อให้เราและคนใกล้ตัวไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

ความกังวลใจ: เข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ
ความกังวลไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องกำจัด แต่มันเป็นสัญญาณที่บอกให้เราเรียนรู้และจัดการกับความไม่แน่นอนในชีวิต ลุงตี่จะชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน และหาวิธีอยู่ร่วมกับความกังวลอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่สงบสุขขึ้นครับ