
ผัดวันประกันพรุ่ง... ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ถ้าเรารู้จักใช้ให้เป็น
ทำไมเราถึงผัดวันประกันพรุ่ง?
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมคนเราถึงผัดวันประกันพรุ่ง? ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจไปเสียทั้งหมดนะครับ บางครั้งมันเกิดจากความรู้สึกท่วมท้นกับงานที่ใหญ่เกินไป กลัวความล้มเหลว หรือแม้แต่ความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ครับ
- ความท้าทายที่มากเกินไป: งานที่ดูซับซ้อนหรือใช้เวลานานมากๆ อาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
- ความไม่ชัดเจน: การไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง หรือไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้เราไม่กล้าลงมือทำ
- ความกลัว: กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี กลัวความผิดพลาด ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง
- ความเบื่อหน่าย: งานที่ไม่น่าสนใจ หรือเป็นงานรูทีน อาจทำให้เราขาดแรงจูงใจที่จะเริ่ม
เมื่อเราเข้าใจสาเหตุแล้ว เราจะเริ่มมองหาทางใช้ประโยชน์จากการผัดวันประกันพรุ่งได้อย่างชาญฉลาดขึ้นครับ
ผัดวันประกันพรุ่งอย่างชาญฉลาด มีประโยชน์อย่างไร?
การผัดวันประกันพรุ่งอย่างมีสติ ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย แต่เป็นการใช้เวลาช่วงนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมขอแบ่งเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
1. ใช้เวลาเพื่อ 'ตกผลึกความคิด'
สำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจที่ซับซ้อน หรือการแก้ปัญหาที่ต้องการมุมมองใหม่ๆ การรีบเร่งทำทันทีอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไปครับ การปล่อยให้เรื่องนั้น 'บ่มเพาะ' ในหัวเราสักพัก เหมือนการปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ได้รับน้ำและแสงแดดก่อนจะงอกงาม อาจนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่า หรือความคิดสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม
- พักสมอง: ให้สมองได้พักจากงานตรงหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดเชื่อมโยงกันในแบบที่เราไม่คาดคิด (Incubation)
- รวบรวมข้อมูล: ใช้เวลาช่วงผ่อนปรนนี้ในการหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือพูดคุยกับผู้รู้ เพื่อให้มีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
- จัดลำดับความสำคัญใหม่: บางทีการถอยออกมาหนึ่งก้าว อาจทำให้เราเห็นภาพรวมและจัดลำดับความสำคัญของงานได้ดีขึ้น
งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การมีช่วงเวลาพักสมองสั้นๆ หรือการเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง สามารถช่วยให้เรากลับมาพร้อมกับมุมมองที่สดใหม่และแก้ปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. เปลี่ยนไปทำ 'งานที่มีคุณค่า' อื่น
แทนที่จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไปกับการผัดผ่อนงานที่ไม่อยากทำ ลองเปลี่ยนไปทำงานอื่นที่อยู่ในรายการที่ต้องทำเหมือนกัน แต่อาจจะมีความสำคัญรองลงมา หรือเป็นงานที่เราชอบและรู้สึกว่าทำได้ง่ายกว่า วิธีนี้เรียกว่า 'Active Procrastination' ครับ
- สร้างความรู้สึกสำเร็จ: การได้ทำงานอื่นให้เสร็จสิ้น จะช่วยสร้างความรู้สึกดีและมีกำลังใจที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับงานที่ผัดผ่อนไว้
- บริหารพลังงาน: บางครั้งงานที่ผัดผ่อนอาจเป็นงานที่ใช้พลังงานสูง การเปลี่ยนไปทำสิ่งที่ใช้พลังงานน้อยกว่า จะช่วยให้เราไม่หมดไฟ
- ลดความเครียด: การจมอยู่กับงานที่เครียด อาจทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง การเปลี่ยนไปทำสิ่งที่เพลิดเพลินกว่า จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลายและพร้อมกลับมาลุยต่อ
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าให้การเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่นกลายเป็นการหลีกเลี่ยงงานสำคัญไปตลอดนะครับ
3. รอคอย 'จังหวะที่เหมาะสม'
ในบางสถานการณ์ การผัดผ่อนออกไปอาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายได้เอง หรือมีข้อมูลใหม่ๆ ที่ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นครับ
- ข้อมูลเพิ่มเติม: บางครั้งการรอคอยข้อมูลที่จำเป็นจากบุคคลอื่น หรือจากสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและถูกต้องมากขึ้น
- งานที่คลี่คลายเอง: ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างอาจจะหายไปเอง หรือมีคนอื่นเข้ามาช่วยจัดการให้ โดยที่เราไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย
- การมอบหมายงาน: พิจารณาว่างานนั้นสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่เรามีทีมงาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
แต่ต้องย้ำนะครับว่า หลักการนี้ใช้ได้กับงานที่ไม่เร่งด่วน และมีแนวโน้มที่จะคลี่คลายได้เอง ไม่ใช่งานสำคัญที่มีกำหนดเวลาตายตัว
บทสรุป: ผัดวันประกันพรุ่งอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าเราเลือกที่จะผัดวันประกันพรุ่ง จงทำอย่างมีสติและไม่รู้สึกผิดครับ เพราะความรู้สึกผิดจะบั่นทอนประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นจากการผัดผ่อนออกไป การรู้จักใช้กลไกนี้อย่างชาญฉลาด จะช่วยให้เราบริหารจัดการพลังงาน ความคิด และเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผมยังคงยึดหลักคำถามที่ใช้ได้เสมออย่างที่นักบริหารเวลาหลายท่านแนะนำ คือ “ตอนนี้อะไรคือการใช้เวลาที่ดีที่สุดของฉัน?” ลองถามตัวเองด้วยคำถามนี้ดูนะครับ แล้วเราจะรู้ว่าควรจะกลับไปทำงานที่ผัดไว้ หรือผัดผ่อนออกไปเพื่อทำสิ่งอื่นที่ดีกว่าหรือเพื่อให้ความคิดตกผลึกได้สมบูรณ์ครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลนะครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความเศร้ากัดกินใจ: ทำความเข้าใจและก้าวผ่านภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความรู้สึกแย่ชั่วคราว แต่คือการเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับภาวะซึมเศร้า และวิธีที่เราจะช่วยเหลือตัวเองหรือคนที่เรารักให้ก้าวผ่านมันไปได้

สังเกตสัญญาณซ่อนเร้น: เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นความเจ็บปวดทางใจ
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างพลังบวก แต่บางครั้งก็แฝงเร้นความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น บทความนี้จะชวนคุณลุงตี่มาเรียนรู้สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงการถูกทำร้ายทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ เพื่อให้เราและคนใกล้ตัวไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

ความกังวลใจ: เข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ
ความกังวลไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องกำจัด แต่มันเป็นสัญญาณที่บอกให้เราเรียนรู้และจัดการกับความไม่แน่นอนในชีวิต ลุงตี่จะชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน และหาวิธีอยู่ร่วมกับความกังวลอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่สงบสุขขึ้นครับ