เลเวอเรจ: ดาบสองคมที่ต้องรู้จัก ก่อนเงินออมจะละลายไปกับความประมาท

เลเวอเรจ: ดาบสองคมที่ต้องรู้จัก ก่อนเงินออมจะละลายไปกับความประมาท

แชร์:

วันนี้อยากจะชวนคุยเรื่องสำคัญที่ซ่อนอยู่ในโลกการเงิน นั่นคือ ‘เลเวอเรจ’ หรือการใช้เงินคนอื่นมาลงทุนเพิ่มเพื่อหวังผลตอบแทนที่สูงขึ้น

ผมเองก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร โดยเฉพาะช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เห็นมาเยอะว่าการใช้เลเวอเรจเกินตัวสามารถสร้างความเสียหายได้ขนาดไหน ไม่ใช่แค่กับนักลงทุนรายย่อยนะครับ แต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ก็เคยล้มมาแล้วเพราะความประมาท วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเครื่องมือนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น เพื่อให้เงินในกระเป๋าของเราปลอดภัยครับ

เลเวอเรจคืออะไร? ทำไมกองทุนใหญ่ถึงชอบใช้?

ลองนึกภาพง่ายๆ ครับ เลเวอเรจก็เหมือนการที่เรามีเงินทุนอยู่ก้อนหนึ่ง แต่เราไปกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่นมาสมทบเพิ่ม เพื่อให้มีเงินลงทุนรวมมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีเงิน 100 บาท แต่กู้มาอีก 900 บาท เราก็จะมีเงินลงทุนรวม 1,000 บาท นั่นหมายความว่าเราใช้เลเวอเรจถึง 9 เท่าของเงินทุนตั้งต้น

  • ด้านดี: หากการลงทุนเป็นไปตามคาด เช่น ได้กำไร 10% จากเงิน 1,000 บาท เราก็จะได้กำไร 100 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินทุนตั้งต้น 100 บาท เท่ากับว่าเราได้ผลตอบแทนถึง 100% เลยทีเดียว นี่คือเหตุผลที่ทำให้เลเวอเรจดูน่าดึงดูดใจมาก
  • ด้านร้าย: แต่ในทางกลับกัน หากตลาดไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เช่น ขาดทุนเพียง 10% จากเงิน 1,000 บาท เราจะขาดทุน 100 บาท ซึ่งเท่ากับเงินทุนตั้งต้นของเราหายไปหมดเลยในพริบตา และยังไม่รวมดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายอีกนะครับ นี่คือความน่ากลัวของเลเวอเรจ ที่ขยายผลขาดทุนได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คิด

กองทุนขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า ‘เฮดจ์ฟันด์’ (Hedge Fund) มักจะใช้เลเวอเรจสูงมาก ด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น พวกเขาเชื่อมั่นในความสามารถในการวิเคราะห์ตลาดและบริหารความเสี่ยง แต่หลายครั้งความมั่นใจที่มากเกินไปนี่แหละครับที่นำไปสู่ปัญหา

บทเรียนจากวิกฤต: เมื่อความประมาทนำไปสู่หายนะ

ในอดีต เราเคยเห็นกรณีศึกษาที่น่าตกใจของกองทุนขนาดใหญ่ที่ใช้เลเวอเรจจนเกิดวิกฤต เหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนภาพนี้ได้ดีคือช่วงวิกฤตสินเชื่อในต่างประเทศเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว กองทุนหลายแห่งเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง โดยใช้เลเวอเรจจำนวนมหาศาลเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน

พวกเขาเชื่อว่าหลักประกันที่พวกเขามีนั้น 'แข็งแกร่ง' และตลาดจะยังคงไปต่อได้ แต่เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านั้นก็ลดลงอย่างรวดเร็ว โบรกเกอร์หรือสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงินแก่กองทุนเหล่านี้ เริ่มทำการประเมินมูลค่าหลักประกันใหม่ และพบว่ามูลค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กองทุนถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือที่เรียกว่า ‘Margin Call’

เมื่อถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม กองทุนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาเงินมาเพิ่ม หรือไม่ก็ต้องขายสินทรัพย์ที่ถืออยู่ออกไปในราคาที่ตกต่ำ ซึ่งการขายสินทรัพย์จำนวนมากพร้อมๆ กันนี้เองที่ไปกดดันตลาดให้ราคาลดลงไปอีก สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และสุดท้ายก็นำไปสู่การล้มละลายของกองทุนเหล่านั้นในที่สุด

บทเรียนสำคัญที่ได้จากเหตุการณ์นี้คือ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญและระบบที่ทันสมัยที่สุด แต่ถ้าละเลยการพิจารณา ‘กรณีเลวร้ายที่สุด’ (Worst-case Scenario) และใช้เลเวอเรจอย่างขาดความระมัดระวัง ก็สามารถนำไปสู่หายนะได้เสมอ

เลเวอเรจสำหรับนักลงทุนรายย่อย: ต้องระวังอะไรบ้าง?

สำหรับนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ ท่านๆ เลเวอเรจอาจไม่ได้มาในรูปแบบที่ซับซ้อนเท่ากองทุนใหญ่ แต่ก็มีอยู่รอบตัวและต้องระมัดระวังไม่แพ้กันครับ

  • การซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยมาร์จิ้น (Margin Loan): คือการกู้ยืมเงินจากบริษัทหลักทรัพย์มาซื้อหุ้นเพิ่ม สิ่งนี้ช่วยให้เราซื้อหุ้นได้มากกว่าเงินที่มี แต่ก็ทำให้ผลขาดทุนทวีคูณเช่นกัน หากหุ้นที่เราซื้อราคาตกมากๆ เราอาจถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม หรือถูกบังคับขาย (Force Sell) ทำให้ขาดทุนหนักกว่าที่คิด
  • การลงทุนในอนุพันธ์ (Derivatives): เช่น ฟิวเจอร์ส หรือออปชั่น สินค้าเหล่านี้มีกลไกที่ใช้เลเวอเรจโดยธรรมชาติ เพราะเราใช้เงินเพียงส่วนน้อยเพื่อควบคุมมูลค่าสินทรัพย์ที่มากกว่า ซึ่งหมายถึงผลกำไรขาดทุนที่รุนแรงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
  • การกู้เงินมาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ: ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัล การกู้ยืมเงินมาลงทุนโดยคาดหวังผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ก็เป็นการใช้เลเวอเรจรูปแบบหนึ่ง ซึ่งต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยงของสินทรัพย์นั้นๆ ให้ดี

สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่าเลเวอเรจเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าทึ่ง แต่ก็สามารถทำลายเงินทุนของเราได้ในพริบตา หากเราไม่มีความรู้ ความเข้าใจ และการบริหารความเสี่ยงที่ดีพอ

สรุป: ลงทุนอย่างมีสติ ไม่ประมาท

โลกของการลงทุนมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอครับ ไม่มีใครสามารถคาดเดาทิศทางตลาดได้อย่างแม่นยำ 100% แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกก็ยังผิดพลาดได้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุนอย่างเราคือ:

  1. ศึกษาและทำความเข้าใจ: ก่อนลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องศึกษาความเสี่ยงและกลไกของมันให้ถ่องแท้ อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ
  2. ระมัดระวังการใช้เลเวอเรจ: หากจำเป็นต้องใช้ ควรใช้ในระดับที่เหมาะสมกับความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของเรา อย่าโลภจนเกินตัว
  3. กระจายความเสี่ยง: อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภทช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะเจาะจงได้
  4. มีแผนสำรอง: คิดถึง ‘กรณีเลวร้ายที่สุด’ เสมอ และเตรียมพร้อมรับมือกับมัน หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด เราจะทำอย่างไร?
  5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากไม่มั่นใจ ควรปรึกษาผู้แนะนำการลงทุน หรือนักวางแผนการเงินที่ได้รับอนุญาต เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ส่วนตัวของเรา

การลงทุนคือการเดินทางระยะยาวครับ การมีสติ ไม่ประมาท และเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต จะช่วยให้เงินออมและเงินลงทุนของเราเติบโตได้อย่างยั่งยืน และถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้อย่างมั่นคง ลุงตี่ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านนะครับ

แชร์:

อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่

เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี

ไปร้านหนังสือ

รับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์

เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที

เพิ่มเพื่อนลุงตี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

สินเชื่อมีหลักประกัน: ดาบสองคมที่ต้องรู้จักใช้ให้ถูกทาง
💰 การเงินส่วนตัว

สินเชื่อมีหลักประกัน: ดาบสองคมที่ต้องรู้จักใช้ให้ถูกทาง

สินเชื่อมีหลักประกันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลัง แต่ก็มีความเสี่ยงสูง ลุงตี่จะชวนพ่อแม่พี่น้องมาทำความเข้าใจข้อดี ข้อควรระวัง และวิธีใช้สินเชื่อประเภทนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เสียทรัพย์สินอันมีค่าไป

บทเรียนจากวิกฤต: เมื่อความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นพลิกผันโลกการเงิน
💰 การเงินส่วนตัว

บทเรียนจากวิกฤต: เมื่อความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นพลิกผันโลกการเงิน

ลุงตี่จะชวนหลานๆ มาถอดบทเรียนสำคัญจากกลไกการลงทุนที่ซับซ้อนอย่าง 'กองทุนเฮดจ์ฟันด์' เพื่อเป็นเกราะป้องกันการเงินส่วนตัวของเราให้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเจอวิกฤตแบบไหนก็ตาม

สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน: เพื่อนยามจำเป็น หรือดาบสองคมที่คุณต้องเข้าใจ?
💰 การเงินส่วนตัว

สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน: เพื่อนยามจำเป็น หรือดาบสองคมที่คุณต้องเข้าใจ?

ลุงตี่จะพาไปทำความเข้าใจสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน เครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์แต่ก็แฝงความเสี่ยง หากไม่รู้จักใช้ให้ถูกทางและมีวินัยทางการเงินที่ดี

สินเชื่อมีหลักประกัน: เครื่องมือการเงินคมกริบ ที่ต้องใช้ด้วยสติและปัญญา
💰 การเงินส่วนตัว

สินเชื่อมีหลักประกัน: เครื่องมือการเงินคมกริบ ที่ต้องใช้ด้วยสติและปัญญา

ลุงตี่ชวนมาทำความเข้าใจสินเชื่อมีหลักประกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เครื่องมือที่ช่วยให้ได้เงินก้อนใหญ่ ดอกเบี้ยต่ำ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคง.

สร้างความมั่งคั่งจากอสังหาฯ: พลังของ 'เงินคนอื่น' ที่นักลงทุนควรรู้
💰 การเงินส่วนตัว

สร้างความมั่งคั่งจากอสังหาฯ: พลังของ 'เงินคนอื่น' ที่นักลงทุนควรรู้

ลุงตี่ขอชวนคุยเรื่องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ได้จำกัดแค่คนมีเงินถุงเงินถัง แต่รู้จักใช้ 'เงินคนอื่น' อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างโอกาสและผลตอบแทนที่เหนือกว่า พร้อมข้อคิดที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ.

ก่อนกู้สินเชื่อส่วนบุคคล: อย่าเพิ่งเซ็น ถ้ายังไม่เข้าใจ 'เพื่อน' หรือ 'ภาระ' ที่แท้จริง
💰 การเงินส่วนตัว

ก่อนกู้สินเชื่อส่วนบุคคล: อย่าเพิ่งเซ็น ถ้ายังไม่เข้าใจ 'เพื่อน' หรือ 'ภาระ' ที่แท้จริง

สินเชื่อส่วนบุคคลเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลัง แต่ก็เป็นดาบสองคมที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจ เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระหนักอึ้งในอนาคต