
จับอารมณ์ตลาด: จิตวิทยาการลงทุนที่นักลงทุนรุ่นเก๋าอย่างลุงตี่ต้องรู้
ความโลภและความกลัว: แรงขับเคลื่อนตลาดที่มองไม่เห็น
สวัสดีครับพี่น้องนักลงทุนทุกท่าน ในฐานะที่ผมเองก็ผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดมาหลายสิบปี ตั้งแต่สมัยต้มยำกุ้งปี 2540 สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นมาโดยตลอดคือ ตลาดหุ้นมักจะถูกขับเคลื่อนด้วยสองอารมณ์หลักๆ นั่นคือ 'ความโลภ' และ 'ความกลัว'
เวลาที่ตลาดคึกคัก ทุกคนอยากเข้ามาลงทุน หุ้นขึ้นเอาๆ นั่นคือช่วงที่ความโลภเข้าครอบงำ นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามปัจจัยพื้นฐาน หรือบางทีก็กระโดดเข้าใส่หุ้นที่ราคาแพงเกินจริงไปมาก ซึ่งบ่อยครั้งช่วงเวลาแบบนี้เองที่ตลาดมักจะเริ่ม 'ร้อนแรงเกินไป' และอาจนำไปสู่การปรับฐานในที่สุด
กลับกัน ในช่วงที่ตลาดตกต่ำ หุ้นร่วงระนาว ความกลัวเข้าครอบงำ นักลงทุนพากันเทขาย ไม่ว่าจะดีจะร้าย บางครั้งหุ้นดีๆ พื้นฐานแน่นๆ ก็ถูกขายทิ้งไปด้วย ซึ่งบ่อยครั้งช่วงเวลาแบบนี้เองที่ตลาดมักจะ 'ถูกกดดันเกินไป' และอาจเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นคุณค่าที่แท้จริง
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะครับ เรื่องจิตวิทยาของฝูงชนในตลาดหุ้นถูกพูดถึงมานานแล้ว แม้ว่าในตำราจะสอนว่านักลงทุนควรมีเหตุผลและใช้ข้อมูลทั้งหมดในการตัดสินใจ แต่ในโลกความจริง อารมณ์ของเรานี่แหละครับที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างมาก
พฤติกรรมฝูงชนกับโอกาสในตลาด
นักวิชาการด้านการเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral Finance) พยายามอธิบายว่าอารมณ์ส่งผลต่อนักลงทุนและกระบวนการตัดสินใจอย่างไร การศึกษาจิตวิทยาของมนุษย์ช่วยให้เราเข้าใจทิศทางโดยรวมของตลาดได้ดีขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์ฟองสบู่และการล่มสลายของตลาดหลายครั้ง
- ช่วงมองโลกในแง่ดีเกินไป (Irrational Exuberance): เมื่อตลาดเต็มไปด้วยความโลภ ราคาหุ้นมักจะปรับตัวสูงขึ้นโดยไม่สนใจปัจจัยพื้นฐาน ทำให้ตลาดมีมูลค่าสูงเกินจริง
- ช่วงหวาดกลัวเกินไป (Outright Fear): เมื่อตลาดเต็มไปด้วยความกลัว ราคาหุ้นมักจะปรับตัวลดลงโดยไม่สนใจโอกาสที่ชัดเจน ทำให้ตลาดมีมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง (Aspects of Investor Psychology, The Journal of Portfolio Management, Summer 1998) พบว่านักลงทุนมักจะรู้สึกเสียใจกับ 'การขาดทุน' มากกว่าความสุขที่ได้รับจาก 'กำไร' ในจำนวนที่เท่ากัน สิ่งนี้ทำให้หลายคนเลือกที่จะทำตามกระแส หรือตาม 'ภูมิปัญญาชาวบ้าน' เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกเสียใจหากตัดสินใจผิดพลาดไปคนเดียว
พฤติกรรมเลียนแบบหรือพฤติกรรมฝูงชน (Herding Instincts) นี้เห็นได้ชัดเจนในตลาดครับ โดยเฉพาะในหมู่นักลงทุนสถาบัน ในช่วงเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้น ความรู้สึกเชิงบวกสามารถเป็นแรงผลักดันให้ตลาดวิ่งขึ้นไปได้อีก เพราะทุกคนอยากเข้ามามีส่วนร่วม แต่เมื่อแนวโน้มนั้นดำเนินไปสักระยะ ความรู้สึกเชิงบวกนี้เองที่อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มกำลังจะสิ้นสุดลงครับ นี่คือช่วงที่นักลงทุนฉลาดๆ จะเริ่มมองหาทางเลือกอื่น
เครื่องมือช่วยวัดอารมณ์ตลาด: ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
เราจะรู้ได้อย่างไรว่านักลงทุนรู้สึกอย่างไรจริงๆ? แน่นอนว่าการขึ้นลงของราคาหุ้นหรือดัชนีบอกเราได้ว่าคนอยากซื้อหรืออยากขาย แต่จะวัดระดับอารมณ์ได้อย่างไร?
นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะอยู่ระหว่างความรู้สึกเชิงบวกเล็กน้อยและเชิงลบเล็กน้อย และจะแสดงอารมณ์สุดขีดอย่างความโลภหรือความกลัวก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญเท่านั้น เมื่อตลาดมีพฤติกรรมสุดขีดแบบนี้แหละครับที่มันจะกลายเป็น 'ข่าวใหญ่' ที่ทุกคนให้ความสนใจ
ในตลาดอนุพันธ์ (Derivative Markets) ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้เล่นที่มีความซับซ้อนและกระตือรือร้นที่สุดเข้ามามีบทบาท มักจะแสดงการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์เร็วกว่านักลงทุนทั่วไป และอารมณ์ของพวกเขามักจะรุนแรงกว่าปกติ ตลาดอนุพันธ์จึงเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีในการวัดอารมณ์นักลงทุน
เราสามารถใช้สูตรการกำหนดราคาออปชั่น (Option Pricing Formula) เพื่อวัดว่านักลงทุนพร้อมที่จะจ่ายเท่าไรสำหรับโอกาสในการทำกำไร หรือเพื่อป้องกันการขาดทุน ซึ่งเรียกว่า 'ความผันผวนโดยนัย' (Implied Volatility) นี่คือการประเมินทางคณิตศาสตร์ของอารมณ์นักลงทุนเลยครับ
โดยทั่วไปแล้ว ความผันผวนโดยนัยมักจะสูงเมื่อตลาดมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งสัมพันธ์กับความกลัวของนักลงทุน ในทางกลับกัน ความผันผวนโดยนัยที่ต่ำมักจะเกิดขึ้นหลังจากตลาดปรับตัวสูงขึ้น และเมื่อนักลงทุนเริ่มรู้สึกสบายใจหรือประมาท
ดัชนี VIX ของตลาดหลักทรัพย์ Chicago Board Options Exchange (CBOE) สำหรับ S&P 500 (SPX) เป็นตัวอย่างหนึ่งของมาตรวัดระดับความผันผวนโดยนัยนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังของตลาดต่อความผันผวนในอนาคตครับ
สรุป: เข้าใจอารมณ์ ใช้เหตุผล นำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่า
ในฐานะนักลงทุน เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงอารมณ์ได้ทั้งหมด แต่การทำความเข้าใจว่าความโลภและความกลัวมีอิทธิพลต่อตลาดอย่างไร จะช่วยให้เรามีสติและใช้เหตุผลในการตัดสินใจได้ดีขึ้นครับ การรู้จักเครื่องมือที่ช่วยวัดอารมณ์ตลาดก็เป็นประโยชน์ เพื่อให้เรามองเห็นสัญญาณเตือนหรือโอกาสที่ซ่อนอยู่ และไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ฝูงชนมากจนเกินไปครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อความเศร้ากัดกินใจ: ทำความเข้าใจและก้าวผ่านภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความรู้สึกแย่ชั่วคราว แต่คือการเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับภาวะซึมเศร้า และวิธีที่เราจะช่วยเหลือตัวเองหรือคนที่เรารักให้ก้าวผ่านมันไปได้

สังเกตสัญญาณซ่อนเร้น: เมื่อความสัมพันธ์กลายเป็นความเจ็บปวดทางใจ
ความสัมพันธ์ที่ดีสร้างพลังบวก แต่บางครั้งก็แฝงเร้นความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น บทความนี้จะชวนคุณลุงตี่มาเรียนรู้สัญญาณเตือนที่อาจบ่งบอกถึงการถูกทำร้ายทางอารมณ์ในความสัมพันธ์ เพื่อให้เราและคนใกล้ตัวไม่ตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

ความกังวลใจ: เข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างมีสติ
ความกังวลไม่ใช่ศัตรูที่เราต้องกำจัด แต่มันเป็นสัญญาณที่บอกให้เราเรียนรู้และจัดการกับความไม่แน่นอนในชีวิต ลุงตี่จะชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของมัน และหาวิธีอยู่ร่วมกับความกังวลอย่างมีสติ เพื่อชีวิตที่สงบสุขขึ้นครับ