
ทำไมเราถึงเผลอทำในสิ่งที่ไม่ชอบจากคนในครอบครัว: กลไก ‘เลียนแบบ’ ที่ซับซ้อนในใจ
คำมั่นสัญญาวัยเด็กที่อาจเลือนหายไป
สวัสดีครับพี่น้องชาว loongtiti.com ทุกท่าน วันนี้ลุงตี่อยากชวนคุยเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ละเอียดอ่อน แต่สำคัญยิ่งต่อการใช้ชีวิตของเราทุกคนครับ
ผมเชื่อว่าสมัยที่เรายังเป็นเด็ก หลายคนคงเคยให้คำมั่นสัญญากับตัวเองในใจว่า “โตขึ้นฉันจะไม่มีวันทำกับลูกแบบที่พ่อแม่ทำกับฉันเด็ดขาด” หรือ “ฉันจะไม่เป็นคนแบบนั้น” เราอาจเคยรู้สึกขัดแย้งกับวิธีการเลี้ยงดูบางอย่าง หรือพฤติกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบจากผู้ใหญ่ในบ้าน และเชื่อมั่นอย่างนั้นจากก้นบึ้งของหัวใจเลยใช่ไหมครับว่าเราจะแตกต่าง เราจะดีกว่า
แต่เวลาผ่านไปหลายปี เมื่อเราเติบโตขึ้น มีครอบครัวของตัวเอง มีลูกหลาน บางครั้งเรากลับพบว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่เราเคยเกลียดชัง หรือพยายามหลีกเลี่ยงในตัวพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่เราเคยอยู่ด้วย นั่นแหละครับคือกลไกที่เรียกว่า ‘การเลียนแบบ’ (Mimicry) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิดมากครับ
กลไกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราอยากทำร้ายใคร แต่บางครั้งมันเป็นวิธีที่จิตใจเราพยายามจะจัดการกับความรู้สึกบางอย่างในอดีต ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกผิด ความไม่สบายใจ หรือแม้กระทั่งความพยายามที่จะเชื่อมโยงกับคนที่เราเคยผูกพันอย่างไม่รู้ตัว แล้วทำไมเราถึงเผลอเลียนแบบพฤติกรรมที่เราไม่ชอบเหล่านี้ล่ะครับ มีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลังกันแน่?
การเลียนแบบ: เมื่อจิตใต้สำนึกต้องการ ‘ชดใช้’
เหตุผลแรกที่เราอาจเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่ชอบจากคนในครอบครัว ก็คือการที่จิตใต้สำนึกของเราพยายามจะ ‘ลงโทษตัวเอง’ หรือ ‘บรรเทาความรู้สึกผิด’ ที่เราเคยเชื่อว่าได้ทำร้าย หรือทำให้ท่านไม่สบายใจในอดีต
ลองคิดดูนะครับ หากเราเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของความทุกข์ ความผิดหวัง หรือแม้กระทั่งการที่พ่อแม่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ในบางครั้ง เราก็อาจรู้สึกผิดอย่างมาก จนจิตใต้สำนึกของเราเชื่อว่าเราสมควรได้รับการลงโทษด้วยการมีข้อบกพร่องแบบเดียวกัน หรือต้องเผชิญกับความรู้สึกไม่สบายใจแบบเดียวกัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ หากสมัยเด็ก พ่อแม่เคยแสดงความกังวลอย่างมากเมื่อเราอยากทำกิจกรรมบางอย่างที่ท่านไม่เห็นด้วย และเราก็รู้สึกผิดที่ทำให้ท่านเป็นห่วงมากๆ จิตใต้สำนึกของเราก็อาจทำงานในลักษณะที่ว่า เมื่อเรามีลูกหลาน และพวกเขาอยากทำกิจกรรมคล้ายๆ กัน เราก็อาจเผลอแสดงความกังวลอย่างมากออกมาเช่นกัน นั่นอาจเป็นวิธีที่จิตใจของเราชดเชยสิ่งที่เคยทำให้พ่อแม่ต้องกังวลเมื่อนานมาแล้ว
บางที การเลียนแบบเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ “ดีกว่า” พ่อแม่ หรือ “เหนือกว่า” พวกท่าน หากเราเคยโทษตัวเองว่าทำให้พ่อต้องแสดงความโกรธเกรี้ยวเมื่อเราไม่ยอมทำตามคำสั่ง จิตใต้สำนึกอาจทำให้เราชดใช้ด้วยการกลายเป็นคนชอบบงการคนอื่น และแสดงความโกรธกับลูกๆ ของตัวเองในสถานการณ์คล้ายๆ กัน และเมื่อลูกๆ ไม่ยอมทำตาม เราก็จะรู้สึกทุกข์ทรมานคล้ายกับที่พ่อเคยเป็น นี่คือการชดใช้ในรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวครับ
การเลียนแบบ: เพื่อสร้างความรู้สึก ‘เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน’
เหตุผลที่สองคือ บางครั้งเราอาจรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกผิดที่คิดว่าตัวเอง “ดีกว่า” หรือ “แตกต่างจาก” คนในครอบครัวที่เราผูกพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่พวกเขามีข้อบกพร่อง หรือความท้าทายบางอย่าง กลไกการเลียนแบบจึงอาจถูกนำมาใช้เพื่อบรรเทาความรู้สึกแย่ๆ เหล่านั้น เพื่อสร้างความรู้สึกว่า “เราไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะ” หรือ “เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน”
ผมเคยได้ยินเรื่องราวจากคนใกล้ตัวหลายคนครับ เช่น บางคนเล่าว่าแม่ของเขามีปัญหาสุขภาพบางอย่างที่เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และตัวเขาเองก็จำได้ว่าไม่เพียงแต่นั่งกินอาหารและขนมกับแม่เท่านั้น แต่ยังเผลอเลียนแบบพฤติกรรมการกินมากเกินไปของแม่ด้วย เพราะคิดว่าสิ่งนี้จะช่วยปลอบใจแม่ได้ เหมือนกับว่ากำลังบอกว่า “ไม่ต้องรู้สึกแย่หรอกนะแม่ หนูเองก็มีปัญหาแบบเดียวกับแม่”
นี่ไม่ใช่การกระทำที่เกิดจากความตั้งใจที่จะทำลายตัวเอง แต่เป็นความพยายามที่จะเชื่อมโยงและสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับคนที่เรารัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นว่าพวกเขากำลังเผชิญกับความยากลำบากบางอย่าง การที่เรา ‘มีปัญหา’ คล้ายๆ กัน อาจทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดและเข้าใจกันมากขึ้นในทางที่ซับซ้อนครับ
การเลียนแบบ: เมื่อจิตใจพยายาม ‘ผลักไส’ ความเจ็บปวด
โดยส่วนใหญ่แล้ว เราทุกคนต้องการลืมประสบการณ์ที่ไม่น่ารื่นรมย์ในอดีต และให้ความรู้สึกแย่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นจางหายไป เพื่อที่เราจะสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีความสุข แต่ลองคิดดูนะครับว่า การที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นในแบบที่เราเคยถูกกระทำนั้น กลับช่วยให้เราลืมได้ว่าเราเคยทนทุกข์ทรมานจากการกระทำของพ่อแม่ได้อย่างไร
คุณอาจสงสัยว่ามันช่วยได้อย่างไร? ลองจินตนาการว่าคุณเคยผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวดบางอย่างในวัยเด็ก การที่เราไปกระทำสิ่งเหล่านั้นกับคนอื่น อาจทำให้เรามุ่งความสนใจไปที่การกระทำของเราในปัจจุบัน แทนที่จะจมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับเราเอง ซึ่งในระยะยาวแล้ว นี่อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีต่อสุขภาพจิตของเราเลย เพราะมันเป็นการสร้างวงจรของความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นซ้ำๆ กับคนรุ่นต่อไป
กลไกนี้ซับซ้อนมาก เพราะมันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากบาดแผลภายใน การเลียนแบบพฤติกรรมที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่น อาจเป็นเหมือนการฉายภาพความเจ็บปวดที่เราเคยได้รับออกไปภายนอก เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากับมันโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ก็สร้างผลกระทบที่รุนแรงต่อความสัมพันธ์ได้ครับ
บทสรุปจากลุงตี่: เข้าใจตนเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
กลไกการเลียนแบบนี้อาจซับซ้อนและเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวอย่างที่เราเห็น มันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจิตใจเราที่จะจัดการกับความรู้สึกผิด ความกังวล และความเจ็บปวดจากอดีต ซึ่งบางครั้งก็เป็นวิธีที่ไม่สร้างสรรค์นัก
หากคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในวงจรเหล่านี้ และอยากจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ผมขอแนะนำให้ลองใช้เวลาทบทวนตัวเองอย่างจริงจังครับ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง ถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่ขับเคลื่อนการกระทำเหล่านั้น ความรู้สึกผิด ความกังวล หรือความพยายามที่จะเชื่อมโยงกับใครบางคนในทางที่ผิดหรือไม่
การตระหนักรู้คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดครับ และหากรู้สึกว่ายากเกินกว่าจะจัดการได้ด้วยตัวเอง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เช่น นักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ ก็เป็นทางเลือกที่ดีมากครับ ท่านเหล่านี้สามารถช่วยให้คุณเข้าใจกลไกเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง และหาแนวทางในการจัดการกับความรู้สึกและพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้คุณและคนรอบข้างมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น และมีชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริงครับ
จำไว้นะครับว่า การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าเสมอ เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรักครับ
อ่านเพิ่มเติมใน E-book ลุงตี่
เนื้อหาเต็มๆ พร้อมเคสจริง บทเรียนจริง จากประสบการณ์กว่า 40 ปี
ไปร้านหนังสือรับ E-book ฟรี + เคล็ดลับธุรกิจทุกสัปดาห์
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บน LINE แล้วพิมพ์ "ขอหนังสือ" รับ E-book "รวยด้วยตัวเอง" ฟรีทันที
เพิ่มเพื่อนลุงตี่บทความที่เกี่ยวข้อง

ก้าวแรกสู่ความสัมพันธ์ใหม่: ทำไม 'เดทคู่' จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับวัย 40+
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาความสัมพันธ์ครั้งใหม่ในวัย 40+ การเดทคู่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่อบอุ่น ลดความประหม่า และเปิดโอกาสให้เรียนรู้กันและกันได้อย่างเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

กำลังใจจากคนใกล้ชิด: พลังสำคัญในการดูแลเบาหวานให้มีความสุข
โรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องที่ต้องเผชิญลำพัง กำลังใจและความเข้าใจจากคนในครอบครัวคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

รากฐานความสัมพันธ์ที่มั่นคง: สร้างรักแท้ให้ยืนยาวในยุคสมัยใหม่
ลุงตี่ขอชวนทุกท่านมาสำรวจแก่นแท้ของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ด้วยหลักการสำคัญที่ช่วยให้ความรักเติบโตและแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ตาม